วันนี้ไปงาน Photoshop World 2009 Bangkok @ สยามนิรมิต มาค่ะ ตามที่เคยได้โพสโฆษณาไปแล้ว ใน entry ก่อนหน้านี้ งานนี้บอกได้เลยว่า ใครที่ไม่ได้ไป พลาดมากๆ (สำหรับผู้ใช้งาน photoshop นะ)
ตั้งแต่เช้าก็รีบไปที่สยามนิรมิต และด้วยความที่ไม่เคยไปเลย เลยหลงๆอยู่สักพัก แต่ก็ไปถึงตรงเวลา 7.00 ตรง ตามเวลานัดของสมาชิกบอร์ด Thai Adobe User Group หรือ TAUG (จริงๆงานเริ่มรับลงทะเบียน 8.30 นะคะ) ที่นัดมาเช้าเพราะมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆ และมาถ่ายรูปรวม TAUG ร่วมกับ
ห้อง Theater ของสยามนิรมิต ดูอลังการณ์มากค่ะ ที่นั่งสบาย แอร์เย็น แล้วก็โอ่โถง เราเลือกนั่งโซนกลางเลย เห็นวิทยากรชัด แล้วก็เห็นสไลด์ชัดด้วย งานนี้ไปกับน้องเหมียว และเพื่อนๆของน้องอีก 2-3 คน เพราะ @Akara_gat มันเบี้ยวเรา (งอน)
เรื่องแรกที่บรรยายกันคือ
หัวข้อนี้ rufus เค้ามาสาธิตการใช้งาน Adobe photoshop CS4 ในฟังก์ชั่นที่เด่นๆ รวมไปถึงการใช้งาน Adobe Bridge cs4 ร่วมกับโปรแกรมอื่นๆของ Adobe
สำหรับหัวข้อนี้ เนื้อหาเยอะมาก ขอพูดแบบสรุปๆง่ายๆ
Adobe Bridge สามารถทำอะไรได้บ้าง
- Import Images file from camera ก็คือการดึงไฟล์รูปจากกล้องนั่นเอง แทนที่เราจะใช้การก๊อปปี้มาตามปกติ เราก็ import แทน ข้อดีคือ เราสามารถตั้งค่าต่างๆได้ เช่น เราสามารถ Batch rename (เปลี่ยนชื่อไฟล์หลายๆภาพพร้อมกัน) ไฟล์ภาพได้ตามต้องการ หรือ ให้ import เป็น .jpg, .RAW เป็นต้น
- Metadata ก็คือ ไฟล์ที่ติดไปกับภาพ ถ้าเป็นภาพถ่ายก็เช่น ข้อมูลกล้องที่ถ่ายภาพ ค่า iso วันที่ ตรงนี้ bridge สามารถให้เราแก้ไขข้อมูลเหล่านี้ได้ง่ายๆ
- create PDF โดยไม่ต้องเปิด acrobat เลย
- create web gallery โดยโปรแกรมจะ gen code ให้เอง เลือกได้หลายแบบ ทั้งแบบ html, flash, ect.
- work with camera RAW อันนี้เกี่ยวกับการทำงานกับไฟล์ RAW ที่ได้จากกล้องถ่ายรูป เราสามารถปรับแต่งภาพแบบพื้นฐานได้ใน Bridge เลย และยังสามารถ sync ให้การปรับนั้น มีผลกับรูปอื่นๆที่เลือกไว้ได้ด้วย
- สามารถเปิดภาพหลายภาพใน photoshop โดยให้ภาพทุกภาพอยู่ในไฟล์เดียวกันแต่คนละ layer
จบเรื่องของ Bridge จริงๆมีมากกว่านี้นะ นี่แค่เด่นๆ เรามาต่อกันที่ Photoshop ดีกว่า
Photoshop CS4 มีอะไรเจ๋งๆบ้าง
- Adjustment panel เวอร์ชั่นนี้ เราสามารถปรับค่าต่างๆเช่น level, curve, brightness, etc. ที่อยู่ในเมนู adjustment โดยการคลิ้กที่ adjustment panel ได้ รวดเร็วและสะดวกกว่าเดิม และแต่ละการปรับแต่ง ก็จะเป็น layer ใหม่ ทำให้สามารถลบ ซ่อน แสดงการปรับแต่งต่างๆได้ตามต้องการ โดยที่ไม่ยุ่งกับภาพต้นฉบับ
- content aware scale คือการปรับขนาดของภาพ โดยที่ส่วนสำคัญของภาพจะไม่ถูกปรับเปลี่ยนไปด้วย ดูรูปน่าจะเข้าใจง่ายกว่า
สังเกตว่า ตึกจะเหมือนเดิมอยู่ มีแค่น้ำที่แคบลง และท้องฟ้าที่ขยายใหญ่ขึ้น
- work with 3D อันนี้ส่วนตัวคิดว่าคล้ายๆ 3Dmax แต่ลง tool ให้ใช้งานได้ง่าย เราสามารถโหลด object 3D มาหมุน แล้ว map texture ได้ ปรับเปลีย่นแสงต่างๆได้ สามารถทำ ray tracing ได้ เหมือนในโปรแกรม 3D อื่นๆ
หมดช่วงแรก เราก็พักเบรคกันเล็กน้อย เนื่องจากคนมางานนี้เยอะมาก เลยรู้สึกว่าวุ่นวายพอสมควร แต่ขนมอร่อยค่ะ
by Rufus Deuchler
ช่วงนี้ Rufus จะสาธิต Tips & Tricks ที่น่าทึ่งของ photoshop เช่น
- การสร้างภาพ panorama จากภาพที่ถ่ายในลักษณะต่อเนื่องกัน สามารถทำได้แค่ภายในไม่กี่คลิ้กเท่านั้นเอง
- สามารถสร้าง 3D animation ได้ง่ายๆ (แต่ต้องมี object 3D มาก่อน) ด้วย animation panel ตรงนี้เหมือนเอาความสามารถของ after effect มารวมอยู่ใน photoshop
- เรายังสามารถใส่ vdo ไฟล์ลงไปใน โมเดล 3D ได้อีกด้วย เช่น ทำทีวี คือ มีโมเดลรูปทีวี แล้วเอาวีดีโอไปแปะตรงหน้าจอ ให้เหมือนทีวีกำลังเปิดอยู่
- การดึงจุดเด่นของภาพแต่ละภาพ มาไว้ในภาพๆเดียว การทำแบบนี้ จะทำให้ได้ภาพที่คมชัดทั่วทั้งภาพ และได้ลักษณะของแสงภายในภาพที่ดีที่สุด เนือ่งจากเราดึงเอาส่วนที่ต้องการของแต่ละภาพออกมารวมกันนั่นเอง
- การทำ infinite images คือภาพที่ไม่ว่าเรา zoom เท่าไหร่ ก็ยังมีภาพออกมาเรื่อยๆ หรือ เลื่อนไปทางซ้าย หรือขวาเท่าไหร่ ก็ไม่ถึงขอบภาพเสียที เป็นต้น อันนี้ชอบมากๆ เจ๋งสุดๆ
- สาธิตการสร้างภาพโปสเตอร์ โดยใช้ content-aware scale, Adjustment, masking, clone, 3D, burn แบบง่ายๆ แต่ออกมาดูดี
ช่วงนี้เป็นช่วงที่รู้สึกว่าเข้มข้นมากๆ แค่กระพริบตาก็สามารถทำให้เราหลุดได้ แต่ความรู้ก็มาแบบอัดแน่นเช่นกัน พอหมดช่วงนี้ เราก็แวะไปรับประทานอาหารกัน พอดีเจอเพื่อนที่เรียนคอร์สอิตาเลียนด้วยกันแบบไม่ได้นัดกันมาด้วย แอบตกใจที่เจอ เลยได้เพื่อนร่วมสนธนาขึ้นมาอีกหนึ่งคน
มาต่อกันภาคบ่ายกันดีกว่า ช่วงบ่ายนี้ไม่มีเบรค เป็นการบรรยายต่อเนื่องกัน 6 คน
Photoshop The Key to Success by สุรชัย พุฒิกุลางกูร บริษัท illustion
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีมากๆอีกช่วงหนึ่ง พี่สุรชัยเค้าพูดถึงการทำยังไงให้ประสบความสำเร็จ โดยเค้าถ่ายทอดประสบการณ์จากตัวเค้าเอง พี่เค้าบอกว่า การศึกษาเทคนิคเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ประสบความสำเร็จได้ สำคัญคือ การเรียนรู้กระบวนการคิด
"ระดับแรงจูงใจ... จะกำหนดสิ่งที่คุณเป็น และความสามารถที่คุณจะไปถึง" คำกล่าวนี้จริงๆแล้วก็ครอบคลุมพอสมควรแล้ว แต่พี่เค้าอธิบายคำพูดดังกล่าว โดยเปรียบเทียบแรงจูงใจ เหมือนการเล่นกีฬาแต่ละระดับ คือ คนเล่นกีฬา คนออกกำลังกาย นักกีฬาสมัครเล่น และนักกีฬามืออาชีพ ซึ่งแต่ละแบบก็มีแรงจูงใจที่ต่างกัน ทำให้มีความสามารถต่างกันด้วย ถ้าหากเราอยากเก่งระดับมืออาชีพ เราก็ต้องมีแรงจูงใจระดับนักกีฬามืออาชีพ ที่ชีวิตทั้งชีวิตอยู่กับกีฬาๆนั้นๆ ซึ่งถ้าเรามีแรงจูงใจแค่ระดับมือสมัครเล่น เราก็ไม่สามารถขึ้นเป็นมืออาชีพได้
จากนั้นพี่สุรชัยก็ให้ดูตัวอย่างงานต่างๆ ที่เค้าเคยทำมา ทั้งงาน painting ภาพต่างๆ และงานโฆษณา ทำให้ได้ทราบว่าภาพภาพนึงนั้น กว่าจะออกมาได้ มีกระบวนการอย่างไรบ้าง
ตัวอย่างงาน
โดย ขจร พีรกิจ
ส่วนตรงนี้ พี่ขจรเข้ามาพูดเกี่ยวกับ การให้ความสำคัญกับพื้นฐานของการใช้โปรแกรม, review Adobe Bridge, เรื่องของ XMP(Extensible Metadata Platform) และ Smart object
- เรื่องการใช้โปรแกรมให้ถูกต้อง พี่ขจรพยายามผลักดันมานานแล้ว เพราะหลายๆคนยังคงใช้งาน photoshop แบบผิดๆกันอยู่ (เราเองก็คนหนึ่ง ที่พึ่งรู้ตัว) เนื่องจากพื้นฐานการใช้โปรแกรมไม่แน่น ถึงผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นไปตามที่ต้องการ แต่งานนั้นก็ไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป หรือทำได้ยาก เพราะไฟล์มันเสียไปแล้ว เนื่องจากการใช้ tool ที่ผิด
- Review adobe Bridge ตรงนี้ไม่มีอะไรมาก เหมือนส่วนที่เราเขียนไปแล้วในช่วงของ rufus
- XMP เรือ่งนี้พี่ขจรยกเรื่องที่มีคนละเมิดก๊อปบทความของเค้า ไปทำเป็นรายงานธีสิส ของมหาวิทยาลัยหนึ่ง ซึ่งเราสามารถตรวจสอบคนเขียนได้ไม่ยาก หากเราได้ใส่ metadata ไว้ก่อน รวมถึง สามารถทราบได้ว่า ไฟล์ดังกล่าวสร้างมาจากโปรแกรมอะไร เวอร์ชั่นไหน ถูกลิขสิทธิ์หรือไม่
- Smart object ข้อดีของ smart object คือ การคงสภาพ pixel ต้นฉบับไว้ ไม่ว่าจะย่อ หรือขยาย หรือ rotate ไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม และการแก้ไขภาพต้นฉบับนั้น ต้องทำที่โปรแกรมต้นทางเท่านั้น คือ ถ้าเราทำภาพนั้นใน illus เราก็ต้องไปแก้ใน illus เท่านั้น และยังสามารถใส่ filter ต่างๆ ให้กับ smart object โดยไม่มีผลกับภาพต้นฉบับอีกเช่นกัน
โดย ต่อวงศ์ ซาลวาลา
วิทยากรท่านนี้ เหมือนจะเป็นรุ่นพี่ CPE มาก่อนด้วย เพราะเค้าบอกว่า เค้าจบวิศวะคอมเกษตรมา แต่เบนเข็มมาเป็นช่างภาพ
ช่วงนี้จะพูดถึงการทำงานเกี่ยวกับ RAW ไฟล์ และการทำงานของกล้อง รวมไปถึงเทคนิคการถ่ายภาพ และการใช้งาน photoshop สำหรับ photographer ช่วงนี้แอบไม่ค่อยเข้าใจหลายอย่าง เพราะไม่ได้เล่นกล้องอ่ะ
ทำไมต้อง RAW (รอ)
RAW เป็นไฟล์ภาพที่ได้จากกล้องโดยตรง ซึ่งจะเก็บภาพในลักษณะของดิจิตัล คือเก็บเป็นตัวเลขที่แสดงค่าต่างๆของแต่ละ pixel ซึ่งเป็นค่าทีได้จากกล้องโดยตรง ยังไม่ถูกบีบอัดช่วงสี เหมือน jpg หรือ ไฟล์สกุลอื่น (สังเกตว่าเรียก RAW file ไม่ใช่ RAW image เพราะมันยังไม่ใช่ภาพ) ทำให้เราสามารถนำ RAW ไฟล์ ไปปรับแต่งอื่นๆได้ดีกว่า ซึ่งตัว Bridge ก็มีฟังก์ชั่นสำหรับการจัดการ RAW file นี้อยู่
อีกเรื่องที่น่าสนใจในช่วงนี้คือ Color Management for photographer
Adobe RGB, sRGB สองอย่างนี้ หลายๆคนคงเคยเห็นบ่อยๆ อาจจะรู้หรือไม่รู้ว่ามันคือ อะไร มันก็คือ profile ของสี ซึ่งจะเป็นส่วนกำหนด range ของสีภายในภาพนั้นๆ profile ของสียังมีอีกมากมาย ทั้งแบบ RGB และ CMYK
แล้ว AdobeRGB ต่างกับ sRGB อย่างไร?
AdobeRGB จะมีช่วงของสีที่กว้างกว่า sRGB ทำให้สามารถแสดงเฉดสีได้มากกว่า พี่เค้าแนะนำว่าถ้าเป็นไฟล์แบบ digital ก็ควรเลือกใช้ AdobeRGB มากกว่า sRGB
พี่ต่อวงศ์ แนะนำว่าถ้าเป็น RAW ให้เลือก profile เป็น wide Gamut เนื่องจากมีช่วงสีที่กว้างมากๆ ถ้าหากเรานำภาพดังกล่าวไปพิมพ์ตามเครื่องพิมพ์ digital ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมี profile ที่ต่างกัน แต่ wide Gamut จะสามารถครอบคลุมช่วงสีได้ ทำให้การพิมพ์ได้สีออกมาตามที่ต้องการมากที่สุด แต่หากใช้ sRGB ที่มีช่วงสีแคบ จะทำให้สีที่แสดงออกมาได้ มีจำกัด ไม่เต็มความสามารถของเครื่องพิมพ์
หลังจากช่วงนี้ ก็มีคนมาพูดเกี่ยวกับคอมของ lenovo ช่วงนี้เราไม่สนใจ เลยแอบหลับไป ช่วงถัดมาเป็นคนจาก wacom มาแนะนำ Wacom Bamboo Pen&Touch ตัวใหม่ ถึงฟังก์ชั่นการใช้งานแบบต่างๆ น่าสนใจทีเดียว ใครอยากรู้ ติดตามในเว็บ wacom น่าจะเหมือนกัน
แล้วก็มาต่อที่ช่วงสุดท้าย
โดย Nelson John
คนนี้พูดภาษาอังกฤษฟังยากนิดหน่อย แถมตอนนั้นเราง่วงมากๆ ประกอบกับ ไม่ได้สนใจ 3D อะไรมากมายนัก ทำให้ฟังๆ หลุดๆ อยู่ตลอดเวลา
ช่วงนี้จะพูดเกี่ยวกับการใช้งาน 3D function ของ Photoshop ที่เราสามารถ map texture สามารถ paint texture ลงบน object ได้เลย การเอาภาพ 2 มิติธรรมดา มาทำให้เหมือนอยู่บน polygon ที่มีด้านเดียว(คล้ายๆ 3D แต่ยังไม่ใช่ 3D สมบูรณ์) สามารถหมุนไปมาได้ ทำเป็น perspective ได้
แล้วเค้าก็ไปพูดถึง After Effect ต่อ ตรงนี้เค้าสาธิต การใส่กระดูกให้ภาพ 2D ภาพหนึ่ง แล้วใส่ effect ให้ขยับไปมาตาม timeline ก็คือการเอาภาพ 2D มาทำให้เหมือนเต้นได้ ด้วยการใส่กระดูก และกำหนดทิศทาง
จากนั้นก็ถึงช่วงแจกรางวัลกัน งานนี้รางวัลไม่ธรรมดา แจกทั้ง wacom bamboo, ipod, photoshop lightroom และรางวัลใหญ่สุดคือ Adobe Photoshop cs4 ราคาหลายหมื่นบาท อยากได้มากๆ แต่ไม่มีบุญ 555
จากนั้นก็ติดรถเพื่อนน้องเหมียวมาขึ้น MRT ตรงพระรามเก้า วันนี้เหนื่อยมากๆ เพราะตื่นมาตั้งแต่เช้ามืด แต่ดีใจที่ได้มางานนี้ ทำให้ได้รู้อะไรอีกหลายๆอย่าง และทำให้เรามีไฟมากขึ้น
+++++++++ End +++++++++
กว่าจะเขียน Entry นี้จบ พลังหมดไปมหาศาลเลยค่ะ รูปอาจจะน้อยไปนิด ต้องขออภัย แล้วก็ไม่สามารถลงในรายละเอียดวิธีทำได้ เนื่องจาก จดไม่ทัน เค้าพูดเร็วมากๆเลย และอธิบายยาก เราเองก็ไม่สามารถทำภาพ tutorial เองได้หมด
หลังจากที่ฟังพี่สุรชัยพูดแล้ว ทำให้อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่
สำหรับ Adobe Bridge เราอยากให้ไปลองใช้กันนะ สมัยก่อนเราเคยคิดว่า ทำไมเวลาลง photoshop ต้องมี Bridge พ่วงมาด้วยนะ รกเครื่อง แต่ก็ตาสว่าง ตอนที่ไปร่วมงาน TechSaturday ของ TAUG เมื่อเดือนก่อน เลยเริ่มหัดใช้แล้วก็เริ่มติด ถ้าเรามองกันแค่ผิวเผิน Bridge ก็คล้ายๆ ACDsee ที่คนที่ใช้ window จะรู้จักกันมากกว่า แต่จริงๆแล้ว Bridge มีอะไรมากกว่านั้น!!!
Bridge เป็นตัวเชื่อมโปรแกรมต่างๆของ Adobe ไม่ว่าจะเป็น photoshop, illustrator, premier, indesign, flash, etc. มันถึงได้ชื่อว่า Bridge = สะพาน Bridge มีฟังก์ชั่นพื้นฐานสำหรับการปรับแสดงต่างๆ ที่คล้ายๆใน ACDsee แต่เทพกว่ามากๆ แต่ถ้าเครื่องช้า ก็ต้องทำใจหน่อย